วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ศิลปวัฒนธรรมตะวันตกเพื่อการนำเที่ยว02(รายงานกลุ่ม)

มหาวิหารอาบูซิมเบล ประเทศอียิปต์
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกที่ข้าพเจ้าสนใจ



เสนอ
อาจารย์พิทยะ ศรีวัฒนสาร

กลุ่ม 2
คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์



รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปวัฒนธรรมตะวันตก
เพื่อการนำเที่ยว
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์



บทนำ
มรดกโลก คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต
ในปี พ.ศ. 2548 มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทั้งหมด 6 ข้อสำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ 4 ข้อสำหรับมรดกโลกทางธรรมชาติในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลกมีดังนี้


หลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม

- เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
-เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
-เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
-เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
- เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
- มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์



หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ


-เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
-เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
-เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
-เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย ส่วนมหาวิหารอาบูซิมเบลนั้นก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่องค์การยูเนสโก้ได้จัดให้เป็นมรดกโลก ซึ่งเป็นมหาวิหารของอียิปต์โบราณอันประกอบขึ้นจากหินขนาดใหญ่สองก้อน มีลักษณะเป็นรูปปั้นองค์ฟาโรห์ทั้งสี่ ส่วนองค์ที่สองถล่มลงเนื่องจากแผ่นดินไหว ตั้งอยู่ทางใต้ของอียิปต์ บนริมฝั่งตะวันตกของทะเลสาบนัสซอร์ ระยะทางประมาณ 290 กิโลเมตรจากอัสวาน และเป็นโบราณสถานหนึ่งในมรดกโลกขององค์การยูเนสโก


ที่ตั้ง
วิหารอาบูซิมเบล : Abu Simbel วิหารที่สวยงามที่สุดของอียิปต์โบราณ
• สถานที่ตั้ง : เมืองอัสวาน (ภาคใต้ของอียิปต์)
• ผู้ที่สร้าง : ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramses II )
• ปีที่สร้าง : ประมาณ 3,270 ปีมาแล้ว





การก่อสร้าง
การก่อสร้างของมหาวิหารทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นประมาณปี 1244 ก่อนคริศตกาล และเสร็จสมบูรณ์ในอีก 20 ปีต่อมา ในปี 1224 ก่อนคริศตกาล รู้จักกันในนาม "วิหารแห่งรามเสสอันเป็นที่รักของเทพเจ้าอามุน ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในหกวิหารหินแกะสลักที่ก่อสร้างขึ้นในนูเบียในช่วงระยะเวลาการครองราชย์อันยาวนานของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งอียิปต์โบราณเจตนาให้เป็นที่ประทับใจต่ออาณาจักรเพื่อนบ้านทางใต้ อีกทั้งยังเจตนาเพื่อเป็นการเผยแพร่ศาสนาของชาวอียิปต์เข้าไปในแคว้นทางใต้ นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าสถาปัตยกรรมของอาบู ซิมเบลยังบ่งบอกถึงความภูมิใจและตัวตนของฟาโรห์รามเสสที่ 2 อยู่เล็กน้อย


ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
วิหารอาบูซิมเบล ( Abu Simbel Temple ) เป็นผลงานของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramesess II ) ในราชวงศ์ที่ 19 มีอายุนับถึงปัจจุบันกว่า 3,299 ปี ( 1290-1224 B.C. ) ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนาสเซอร์ทางตอนใต้สุดของประเทศ ติดชายแดนประเทศซูดาน
ทางใต้ของประเทศชาวอียิปต์เรียกว่า Upper Egypt สาเหตุก็เพราะว่ามีพื้นที่ภูมิประเทศสูงกว่าทางด้านเหนือและเป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำไนล์ สายน้ำมหัศจรรย์ที่มีต้นน้ำมาจากประเทศตอนกลางของทวีปแอฟริกามาบรรจบกันที่ประเทศซูดาน ก่อนไหลผ่านประเทศอียิปต์เป็นประเทศอกแตกตั้งแต่ทางด้านใต้ไปจรดเหนือสุดลงสู้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณทิศเหนือหรือตอนบนเป็นที่ราบลุ่มมีพื้นที่ต่ำกว่า ชาวอียิปต์จึงเรียกบริเวณนี้ว่า Upper Egypt
ทางเข้าสู่วิหารอาบูซิมเบลปูด้วยอิฐบล็อกเป็นระเบียบ เส้นทางเลียบทะเลสาบ และมีท่าเรือเทียบหน้าวิหารพอดี เป็นสถาปัตยกรรมของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่หลังจากเว้นว่างจากศึกสงครามปกป้องประเทศแล้ว การสร้างเทวสถานเพื่อสักการะและบูชาเทพเจ้าให้มากที่สุด และสร้างสุสานให้กับตัวเองไปพร้อม ๆ กันด้วย และดูเหมือนว่าฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramesess II ) ทรงมีปรีชาสามารถทั้งการรบและสร้างเทวสถานทำนุบำรุงมากกว่าฟาโรห์องค์ใด ๆ พระองค์จึงทรงได้รับการขนานนามต่อท้ายว่า “มหาราช ”
รามเสสที่ 2 มีเหตุผลในการสร้างเทวสถานขึ้นบริเวณนี้ เพราะพระองค์ต้องการแสดงอำนาจเหนือ อาณาจักรคูช ( Kush ) ของชาวนูเบียน ซึ่งมีอิทธิพลมากทางอียิปต์ตอนบน Upper Egypt และต้องการให้ผู้คนได้เห็นว่า พระองค์มีบารมีเพราะได้รับการปกป้องจากสุริยเทพที่ผู้คนกราบไหว้ วิหารแห่งนี้จึงสร้างถวายแด่เทพเจ้ารา-ฮอรัคตี้ ( Ra-Jprakhty ) ดังรูปแกะสลักเหนือทางเข้าวิหารแห่งรามเสส และอีกประการเพื่อแสดงความรักต่อองค์มเหสีผู้เป็นราชินี จึงได้สร้างวิหารอีกหลังแก่พระนางเนฟเฟอร์ตารี ( Nefertari ) เพื่อถวายสักการะแด่เทวีฮาเธอร์ ( Hathor ) พระมารดาแห่งจักรวาลอันเป็นสุริยเทวี แต่เทวสถานแห่งนี้ได้ถูกโยกย้ายมาประกอบขึ้นใหม่ และโดยเฉพาะภูเขาทั้งสองลูกที่สร้างครอบเทวสถานทั้งสองหลัง นี้คือภูเขาเทียม แต่ความยิ่งใหญ่กลับสร้างความตื่นตา และกลับยิ่งทึ่งในความสามารถของมนุษย์ที่สามารถแก้ปัญหาอันยิ่งใหญ่ได้ในเวลาอันรวดเร็วแก่เทวสถานแห่งนี้ เดิมทีวิหารแห่งนี้จมอยู่ในโคลนตมและทรายนานหลายศตวรรษ ถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยชาวสวิส ชื่อ Johann Ludwig Burckhardt ในปี ค.ศ. 1813 ต่อมา Giovanni Battista Belzoni ชาวอิตาเลียนมาสำรวจจนพบทางเข้าในปีค.ศ. 1817 และได้มีการนำทรายในวิหารออกจนหมด จนกระทั่งปีค.ศ. 1960 องค์การยูเนสโก ( Unesco ) ได้เข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงประเทศต่างๆ ด้วย เพื่อกู้เทวสถานและโบราณวัตถุบริเวณใกล้ทะเลสาบนาสเซอร์ที่มีถึง 10 แห่ง หนีน้ำจากการสร้างเขื่อนอัสวานแห่งใหม่ ( Hight Dam ) ถ้าไม่รีบย้ายหนีรับรองเราคงต้องได้ชมวิหารแห่งนี้ใต้น้ำอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงมีเสียงตอบรับช่วยเหลือด้านเงินมากจาก 51 ประเทศ และดำเนินการกู้เทวสถานอาบูซิมเบลโดยทีมงานจากนักโบราณคดีประเทศต่าง ๆ มีอียิปต์ อิตาลี สวีเดน เยอรมนี และฝรั่งเศส โดยเริ่มทันทีเมื่อปีค.ศ. 1964 ตัววิหารอาบูซิมเบลและรูปสลักลอยตัวของฟาโรห์รามเสสที่ 2 อันใหญ่โตมหึมาถูกตัดออกเป็นชิ้น เหมือนกำแพงหนา ๆ โดยเฉพาะชิ้นส่วนบริเวณในหน้าของรูปสลักจะถูกเลื่อยมาทั้งใบหน้า โดยมีเดือยทางแผ่นหลังของใบหน้ายื่นออกเพื่อสอดเข้ากับชิ้นส่วนช่วงหัวอีกที ชิ้นส่วนต่าง ๆ มีมากกว่า 2,000 ชิ้น น้ำหนักของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเฉลี่ยประมาณ 10-40 ตัน ทุกชิ้นถูกกำกับด้วยหมายเลขเพื่อการประกอบที่ถูกต้อง หลังจากนั้นจึงได้ขนย้ายชิ้นส่วนดังกล่าวมาก่อสร้างขึ้นใหม่บริเวณที่อยู่ในปัจจุบัน การเริ่มสร้างประกอบขึ้นใหม่เริ่มจากการสร้างวิหารและวางรูปสลักรามเสสที่ 2 ให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยสร้างภูเขาเทียมครอบทับทีหลังในลักษณะเป็นโดม ( Dome ) ตัววิหารทั้งสองหลังหันหน้าออกไปทางทะเลสอบนาสเซอร์ อยู่ห่างจากพื้นที่เดิมประมาณ 210 เมตร และบริเวณนี้มีความสูงกว่าพื้นที่เดิมกว่า 65 เมตร ทุกอย่างทางทีมงานนักโบราณคดีพยายามให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด เพื่อความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานแห่งนี้ และโครงการนี้ก็เสร็จสมบูรณ์เปิดให้เข้าชมอีกครั้งใน ค.ศ. 1968 รวมเวลาการกู้และบูรณะยาวนานถึง 4 ปี เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ประมาณ 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


มหาวิหารแห่งฟาโรห์รามเสสที่ 2 เดิมก่อสร้างโดยเจาะภูเขาหินทรายลึกเข้าไป ด้านหน้ามีขนาดความกว้าง 35 เมตร เหมือนหน้าผา สูง 30 เมตรมีรูปสลักประทับนั่งของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เองถึง 4 รูปเพื่อเฝ้าด้านหน้าวิหารแห่งนี้ มีความสูงถึง 20 เมตร รูปสลัก 2 องค์ จากซ้ายส่วนหัวแตกหักหล่นลงอยู่เบื้องล่าง และรูปสลักฟาโรห์ทั้ง 4 จะปรากฏรูปสลักเล็ก ๆ เป็นผู้หญิงยืนระหว่างขาของรูปคือ รูปสลักของพระมารดา มเหสี โอรสและธิดาของฟาโรห์ อันมีความหมายว่า พระองค์คือผู้ปกป้องนั่นเอง มีวิธีสังเกตดังนี้ เช่น รูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 จะมีชื่อของท่านแกะสลักร่องลึกอยู่ที่ต้นแขน ช่องที่แกะชื่อด้วยอักษรอียิปต์โบราณ (Hieroglyphic) นั้น เขาเรียกว่าคาร์ทูช (Cartouche) ตัวคาร์ทูชนี่แหละคือตัวบ่งบอกอธิบายหลักฐานต่าง ๆ ในอียิปต์ให้เราเข้าใจ ด้านบนสุดด้านหน้าวิหารจะถูกประดับด้วยรูปสลักลิงนั่งเรียงเป็นแถวยาวตามความยาวของหน้าวิหารนับได้ 22 ตัว ตัวเลข 22 ดังกล่าวนี้ หมายถึง ช่วงเวลาของแต่ละวันมันจะหมุนไปตลอดเวลา เปรียบเหมือนอากัปกริยาของลิง อันหมายถึงใน 1 วันมีแค่ 24 ชั่วโมง ฟาโรห์รามเสสคงสร้างไว้เป็นคติสอนใจพวกที่ไม่รู้คุณค่าของเวลา แต่หนังสือบางเล่มเขียนว่ามีลิง 23 ตัวด้วย ลิงบาบูนจะเป็นสัญลักษณ์ของการสักการบูชาและการทำความเคารพดวงอาทิตย์ เนื่องจากแสงอาทิตย์แรกจะส่องไปยังลิงพวกนี้ก่อน แล้วค่อยเลื่อนลงมาจับรูปปั้นทั้ง 4 ของ Ramses II ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการแสดงความเคารพต่อดวงอาทิตย์นอกเหนือจากการบ่งบอกช่วงเวลา เหนือประตูทางเข้าวิหารคือ รูปสลักเทพเจ้ารา –ฮอรัคตี้ ประทับยืนโผล่ออกมาจากช่องเหนือประตูหน้าวิหาร ด้านข้างคือภาพแกะสลักร่องลึกรูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทั้งสองด้านกำลังบูชา โดยในมือยื่นถวายเทวีมาอัต ( Maat ) แด่เทพเจ้ารา – ฮอรัคตี้ ห้องโถงแรกภายในวิหารเรียกว่า ( Great Pillared Hall) จุดเด่นอยู่ที่เสาทั้ง 8 ต้นถูกประดับด้วยรูปสลักของรามเสสที่ 2 เอง

โดยทรงเครื่องแบบเทพโอซิริส ช่วยยืนค้ำภายในวิหาร เป็นสไตล์คล้ายศิลปะกรีก ที่นิยมนำรูปปั้นคนมาตกแต่งหัวเสา แต่เป็นภายนอกอาคาร ผนังภายในวิหารถูกแกะสลักร่องลึกลงสีรูปเรื่องราวต่าง ๆ พร้อมคาร์ทูชอธิบายเหตุการณ์มากมาย ภาพส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับภารกิจด้านสงครามของรามเสสที่ 2 เป็นภาพที่สำคัญยิ่งที่พระองค์ได้รับชัยชนะราวปาฏิหาริย์ เพราะพระองค์ได้รับพรและความช่วยเหลือจากเทพเจ้าอะมอนรา คือครั้งการสู้รบกับพวกฮิตไทต์ (Hittites) ที่เมืองคาเดช ( Kadesh ) ในปี 1300 B.C. ตามประวัติศาสตร์อ้างว่ารามเสสที่ 2 สามารถสนองความประสงค์ของผู้เป็นพ่อคือฟาโรห์ เซติที่ 1 ( Seti I ) ที่ทรงต้องการปราบพวกฮิตไทต์เป็นหนักหนา แต่ชัยชนะที่รามเสสที่ 2 ได้รับก็ไม่ใช่ชัยชนะที่ยั่งยืนหรือถาวรเพราะกองทัพฮิตไทต์ฉลาดในการรบยิ่ง รามเสสที่ 2 จึงใช้วิธีทำสัญญาสงบศึกจนมีความสัมพันธ์แนบแน่นเมื่อพระองค์ได้เจ้าหญิงแห่งฮิตไทต์มาเป็นพระสนมถึง 2 องค์ เลยเพิ่มสถิติจำนวนมเหสีและนางสนมทั้งสิ้น รวม 60 พระองค์แก่รามเสสที่ 2 ส่วนโอรสและธิดานั้นนับร้อย แถมพระองค์ยังอายุยืนอีกต่างหากถึง 92 พรรษา ในที่สุดก็มาถึงห้องที่สำคัญที่สุดซะที ห้องสำคัญที่ว่าคือ ห้องขนาดเล็กอยู่ลึกสุดภายในวิหารก่อนผ่านพิลลาร์ฮออล์ ( Pillared Hall) ขนาดเล็กไป ห้องนี้ลึกถึง 47 เมตร จากปากทางเข้า ตรงกลางห้องมีแท่นบูชาสำหรับวางเรือศักดิ์สิทธิ์ของเทพอะมอนรา (Sacred Braque) ติดผนังด้านหลังสุดของห้องเล็ก ๆ นี้มีรูปสลักลอยตัว 4 รูปประทับนั่งอยู่ มองเข้าไปนับจากด้านขวามือของเราเองคือเทพ รา-ฮอรัคตี้ (มีแผ่นสุริยวงกลมบนศีรษะ) ถัดมาคือ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 รูปที่ 3 คือเทพอะมอนราและเทพพทาห์องค์ซ้ายสุด มือสองข้างกุมคฑา ภาพฝาผนังด้านข้างเป็นภาพการบูชาเทพอะมอนราพร้อมรูปเรือโซลาร์โบ๊ต ที่เทพเจ้าใช้เป็นพาหนะเดินทางท่องจักรวาล เทพเจ้าทั้ง 3 รูปล้วนมีความสำคัญยิ่งในดินแดนไอยคุปต์ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 จึงอัญเชิญมาประทับรวม ณ วิหารแห่งนี้ เทพรา-ฮอรัคตี้เป็นสุริยเทพแห่งเมืองเฮลิโอโปลิสที่เคยเป็นเมืองหลวง เทพพทาห์เป็นเทพประจำเมืองเมมฟิสอดีตเมืองหลวงเช่นกัน และเทพอะมอนรา เทพประจำเมืองหลวงธีบส์ในสมัยรามเสสที่ 2 เอง


ภายในห้องนี้ยังมีปรากฏการณ์สำคัญอีกอย่างด้วย แต่เป็นที่น่าแปลกใจตรงที่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะย้ายวิหารมายังที่ปัจจุบันเสียอีก แต่เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี้ก็ยังเกิดปรากฏการเช่นเดิมอีก เพียงแต่วันที่จะปรากฏการณ์เปลี่ยนไปเท่านั้นคือ ทุก ๆ ปีในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ และ 22 ตุลาคม เพียง 2 ครั้งใน 1 ปี จะมีลำแสงของดวงอาทิตย์ตั้งแต่เช้าตรู่จากทางตะวันออก พุ่งกระทบแผ่นน้ำในทะเลสาบ มาทะลุผ่านวิหารลอดเข้าสู่ภายในห้องบูชาแห่งนี้ เรื่องวันที่เกิดปรากฏการณ์แบ่งเป็น 2 ชุดใหญ่ๆ คือ วันที่แสงส่องก่อนย้ายวิหาร กับวันที่แสงส่องหลังย้ายวิหารไปแล้ว โดยรวมสรุปได้ประมาณนี้ ก่อนย้ายแสงจะส่องเข้าวันที่ 21 มีนาคม และ 21 กันยายน หลังย้ายแสงจะส่องเข้าวิหารมี 3 ข้อมูล คือ 20 กุมภาพันธ์ และ 20 ตุลาคม, 21 กุมภาพันธ์ และ 21 ตุลาคม, 22 กุมภาพันธ์ และ 22 ตุลาคม วันที่ยืนยันว่าเกิดปรากฏการณ์นี้ค่อนข้างยืนยันว่าเป็นวันที่ 22 มากกว่าวันอื่นๆ ลำแสงจะไปจับอยู่ที่เทพรา-ฮอรัคตี้ ก่อนแล้วค่อยเคลื่อนไปที่รูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 สักพักก็เลื่อนไปฉายที่รูปเทพอะมอนรา ก่อนฉายกลับมาทางเดิมโดยที่ไม่ฉายไปที่เทพพทาห์เลย เหตุผลคือ เทพพทาห์ เป็นเทพที่สถิตอยู่ในความมืดมิดนั่นเอง นับว่าเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ นั้นคือเหตุผลที่ทำให้เรายอมรับการคำนวณของคนในสมัยโบราณ เพิ่มเติมเรื่องเทพพทาห์ (Ptah) คือเทพประจำนคร Memphis ดูแลงานช่าง งานฝีมือ อาจจะเกี่ยวกับโลกใต้บาดาล และคนตายบ้าง แต่ว่าไม่มีเหตุผลที่เทพพทาห์จะต้องอยู่ในความมืด จึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมเทพพทาห์ถึงต้อง “ไม่โดนแสง" เพราะยังไม่มีหลักฐานจากตำนานไหนที่บอกว่า "เทพพทาห์คือเทพที่สถิตอยู่ในความมืดมิด" เหตุผล “การไม่โดนแสง” จึงน่าจะเป็นการอธิบายจากคนรุ่นใหม่มากกว่าเป็นความตั้งใจของคนยุคโบราณที่จะสร้างวิหารออกมาเช่นนั้น เทพ Amun ที่แปลว่า "ซ่อนเร้น" ยังเหมาะและดูสมเหตุสมผลกว่า ในการ “ไม่ให้แสงส่องมาถึง” เนื่องจากพระองค์เป็น "ผู้ซ่อนเร้น"



ดังนั้นจึงไม่มีแสงสว่างส่องมาถึงพระองค์ พราะหากคิดในแง่การคำนวณแสงจริงๆ เมื่อมีการย้ายวิหารมาที่ใหม่ก็ไม่น่าจะเกิดปรากฏเฉพาะตามที่คนโบราณตั้งใจไว้ แต่น่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญโดยมีเงื่อนไขว่าวิหารต้องหันไปทางทิศตะวันออกเท่านั้น (เสนอประเด็นไปท้าต่อยกับการท่องเที่ยวอียิปต์แล้ว ไม่มีปรากฏการณ์เรียกความสนใจ มันจะเรียกเงินจากนักท่องเที่ยวได้ไง เขาก็ต้องคิดเรื่องมาอธิบายสิ) แต่เดิมภายใน Abu Simbel เคยทาสีไว้ทั้งหมด ภาพที่ David Roberts วาดมาก็มีสีเหมือนกันเป็นไปได้ว่าเดิมรูปปั้นทั้ง 4 นี้ก็มีสีเป็นปกติ แต่ว่าสีเริ่มหลุดร่อนมาเรื่อยๆ เพราะสภาพอากาศและความชื้นจากนักท่องเที่ยวรวมทั้งตอนขนย้ายวิหาร ทำให้สภาพในตอนนี้สีได้หลุดลอกไปจนหมด สถานที่สุดท้ายที่จะกล่าวถึง เป็นวิหารแห่งฟาโรห์รามเสสมหาราชคือ วิหารแห่งพระนางเนฟเฟอร์ตารี หรืออาจเคยได้ยินชื่อเรียกที่ว่า ( Temple of Hathor, Temple of Love, Nefertari Temple) สร้างถวายแด่เทวีฮาเธอร์ ด้านหน้าวิหารมีรูปสลักลอยตัวสูงประมาณ 10 เมตร เป็นรูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ขนาบสลับกันกับรูปพระนางเนฟเฟอร์ตารีซึ่งสวมมงกุฎราชินีทั้ง 2 รูป


ส่วนรูปสุดท้ายขวามือเราก็เป็นรูปของรามเสสที่ 2 เอง ทรงสวมหมวกแบบฟาโรห์พร้อมมงกุฎหางนกมีแผ่นโซลาร์ดิสก์ มีความหมายถึงพระองค์เทียบเท่าสุริยเทพ และรูปสลักของรามเสสอีก 3 รูป ทรงสวมหมวกทรงปาปิรัสและดอกบัวตูม มีความหมายถึงการขึ้นครองสองอาณาจักรทั้งอียิปต์ล่างและอียิปต์บน ส่วนรูปปั้นองค์เล็กในแต่ละช่วงของระหว่างขาของฟาโรห์รามเสสที่ 2 และพระนางเนฟเฟอร์ตารี คือ โอรสและธิดาในพระองค์ บ่งบอกความหมายว่า พระองค์ทั้งสองคือผู้ปกครองภายในวิหารด้านหลังกำแพงทางเข้าเป็นภาพการต่อสู้ที่สำคัญยิ่ง ณ ที่แห่งนี้ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่มีชัยชนะเหนือชาวนูเบียน และที่สำคัญคือ ภาพเทพอะมอนราคอยช่วยเหลือโดยยื่นอาวุธให้กับรามเสสเพื่อสังหารชาวนูเบียนอีกด้วย เสา 6 ต้น ( Pillars ) ภายในห้องโถงประดับหัวเสาด้วยศิลปะแบบฮาเธอร์ ( Hathor Pillars ) คือใช้รูปใบหน้าของเทวีฮาเธอร์ใบหูวัวประดับหัวเสา เทวีฮาเธอร์ได้ชื่อว่าเป็นพระมารดาแห่งจักรวาล เป็นสัญลักษณ์แห่งความงามและความรัก และยังถือว่าเป็นสุริยเทวีที่สุริยเทพ รา ทรงเนรมิตขึ้นมาอันมีวัวเป็นสัญลักษณ์ ดังนั้นรูปลักษณ์ของเทวีจึงอยู่ในร่างมนุษย์ มีเขาวัวคู่พร้อมแผ่นสุริยวงกลมบนหัว ภาพบนฝาผนังของวิหารแห่งนี้ถูกประดับด้วยภาพสีบนร่องลึกที่แกะสลักไว้ ที่สำคัญ คือ ภาพที่พระนางเนฟเฟอร์ตารี่ทรงได้รับการประทานพรให้ได้สวมมงกุฎราชินีจากเทวีฮาเธอร์และเทวีไอซิสและคำร่ำลืออันยิ่งใหญ่ถึงราชินีองค์นี้ก็คือ พระนางทรงเป็นที่รักยิ่งของเทวีมัต ( Mut ) ผู้เป็นมเหสีของสุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่ คือเทพอะมอนรานั่นเอง



แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง

หุบผากษัตริย์และหุบผาราชินี


หุบผากษัตริย์ (Valley of the King) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำไนล์ โดยหุบเขานี้เป็นสุสานของฟาร์โรห์ตั้งแต่ สมัยTuhtmose หลบซ่อนอยู่ในเทือกเขา Theban มีทั้งบรรพกษัตริย์ เหล่าราชวงศ์และขุนนางทั้งหลาย ถือเป็นโบราณสถานที่ สำคัญแห่งหนึ่งของอียิปต์ที่มีการ ขุดค้นทางโบราณคดีเกือบศตวรรษ ปัจจุบัน สุสานนี้มี อายุกว่า 3,000 ปี การตกแต่งภายใน วิหารเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมที่งดงาม และสีของภาพยังคงดูสดใส มีชีวิตชีวาอยู่ ณ ปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสุสานของฟาโรห์ตุตันคาแมน ซึ่งสมบัติ ทั้งหมดที่ค้นพบ ถูกแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ไคโร และสุสานของ พระนางฮัตเซบสุด ฟาร์โรห์หญิงองค์เดียวของอียิปต์ หรือราชินีหนวด อนุสรณ์แห่งนี้สร้างขนาน ไปกับเทือกเขา และระหว่าง ทางก็จะมีรูปสลักหินลอยตัวขนาดใหญ่ของพระเจ้าอเมนโนฟิสที่ 3 ซึ่งได้ ตำนานเล่าเรื่องประหลาดของรูปสลักหินนี้ไปไกล ถึงกรีซ



พิพิธภัณฑ์อียิปต์


พิพิธภัณฑ์ ของกรุงไคโร นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ของโลกที่เก่าแก่ที่สุดมานานและมีชื่อเสียง เนื่องจากเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณที่ถูกค้นพบจากที่ต่างๆ จากหลายยุคสมัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยท่านเมเรียต ออกัสท์ นักเชี่ยวชาญวัตถุโบราณ ชาวฝรั่งเศษ เริ่มเปิดขึ้นวันที่ 15 เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ 1902
จาก ประวัติศาสตร์อียิปต์ได้กล่าวว่า ในสมัยปี ค.ศ 1826 ได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ชั่ว คราว ณ ริมฝั่งสระเอซเบก แต่กษัตริย์สมัยนั้นกลับ ไม่เห็นความสำคัญ นำวัตถุโบราณ มอบเป็นของกำนัลแก่นักบริหาร และข้าราชการชั้นสูงชาวยุโรป ทำให้วัตถุโบราณเหลือ น้อยลงมาก โดยเฉพาะในปีค.ศ. 1855 จักรพรรดิมิกส์มิเลียนชาวออสเตรีย ได้นำวัตถุ โบราณจากอียิปต์เป็นของกำนัลกลับประเทศ จากท่านเคเดวีย์อับบาสบาชา เมื่อครั้นมา เยือนอียิปต์ ทำให้ชาวอียิปต์ต่างเศร้าสลดใจอย่างมาก และปัจจุบัน วัตถุเหล่านั้นก็ยังอยู่ ณ กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย



วิหารคาร์นัค

มหาวิหารคาร์นัค เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของอียิปต์ เป็นมหาวิหารที่บอกเรื่องราวและร่องรอยแห่งอารยธรรมที่แท้จริงของอียิปต์ทั้งโบราณทางด้านศิลปะ และวัฒธรรมของคนในยุคนั้นได้บ่งบอกไว้ในซากปรักหักพังของมหาวิหารคาร์นัคอันยิ่งใหญ่และกว้างใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ มหาวิหารคาร์นัคอยู่ห่างจากศูนย์กลางตัวเมืองคือ ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของวิหารลักซอร์ประมาณ 2.6 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้าอะมอนรา เช่นเดียวกันกับวิหารลักซอร์ และเพื่อเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อของอียิปต์โบราณ ดังนั้นวิหารทั้งสองจึงมีความเกี่ยวพันกันเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วย

สรุป
วิหารอาบูซิมเบล : Abu Simbel เป็นวิหารที่สวยงามที่สุดของอียิปต์โบราณ ตั้งอยู่ที่เมืองอัสวาน (ภาคใต้ของอียิปต์) สร้างโดย ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramses II ) เมื่อ ประมาณ 3,270 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม "วิหารแห่งรามเสสอันเป็นที่รักของเทพเจ้าอามุน เคยเป็นหนึ่งในหกวิหารหินแกะสลักที่ สถาปัตยกรรมของอาบู รามเสสที่ 2 มีเหตุผลในการสร้างเทวสถานขึ้นบริเวณนี้ เพราะพระองค์ต้องการแสดงอำนาจเหนือ อาณาจักรคูช ( Kush ) ของชาวนูเบียน ซึ่งมีอิทธิพลมากทางอียิปต์ตอนบน Upper Egypt และต้องการให้ผู้คนได้เห็นว่า พระองค์มีบารมีเพราะได้รับการปกป้องจากสุริยเทพที่ผู้คนกราบไหว้ วิหารแห่งนี้จึงสร้างถวายแด่เทพเจ้ารา-ฮอรัคตี้ ( Ra-Jprakhty ) ดังรูปแกะสลักเหนือทางเข้าวิหารแห่งรามเสส และอีกประการเพื่อแสดงความรักต่อองค์มเหสีผู้เป็นราชินี จึงได้สร้างวิหารอีกหลังแก่พระนางเนฟเฟอร์ตารี ( Nefertari ) เพื่อถวายสักการะแด่เทวีฮาเธอร์ ( Hathor ) พระมารดาแห่งจักรวาลอันเป็นสุริยเทวี นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงที่สำคัญ เช่น หุบผากษัตริย์และหุบผาราชินี พิพิธภัณฑ์อียิปต์ และ วิหารคาร์นัค จึงนับได้ว่า วิหารอาบูซิมเบล เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญมากที่หนึ่ง ของอียิปต์โบราณ เป็นที่ที่ทรงคุณค่าควรแก่การทำนุบำรุงรักษาและอนุรักษ์ไว้ ถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นอียิปต์ได้เป็นอย่างดี


บรรณานุกรม
Imseti,Detectiveoat13http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board5&topic=15&action=viewนิตยสารเที่ยวรอบโลก ฉบับที่ 225 ( อภิชาย ติยะจันทร์ ) หนังสือ อียิปต์ดินแดนแห่งฟาโรห์ ( วีณา รุธิรพงศ์) หนังสือ จิบไนล์ ไต่พีระมิด ( กาญจนา หงษ์ทอง )หนังสือ อาถรรพณ์ อียิปต์ ( สำเริง สำพันธารักษ์ )

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แบบฝึกหัดท้ายบท 1-10
ศิลปวัฒนธรรมตะวันตกเพื่อการนำเที่ยว
(HT 325)
แบบฝึกหัดบทที่ 1

1.ข้อใดไม่ถูกต้อง
ค. มนุษย์ไม่ต่างจากสัตว์ในแง่ของอารมณ์และคาวมรุ้สึกทางธรรมชาติ
2.การที่สังคมมีความซับซ้อนและมีความเจริญทางวัตถุเกิดจากสาเหตุสำคัญในข้อใด
ค. เครื่องมือ
3.ข้อใดถูกต้องที่สุดเมื่อกล่าวถึงการศึกษางานศิลปะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในโลกตะวันตก
ง. ภาพเขียนสีถ่ำลาสโคซ์
4.คำว่ามนุษย์ผู้ถนัดในการใช้มือตรงกับข้อใดมากที่สุด
ก. โฮโมฮาบิลิส
5.ข้อใดเป็นมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งในยุโรปซึ่งทิ้งผมงานศิลปะไว้มากมายในถ้ำ
ต่างๆ
ข. โครมันยอง
6.ข้อใด มิใช่ แหล่งโบราณคดีซึ่งพบหลักฐานภาพสีสมัยหินเก่าอายุประมา30,000-25,000BC...ในยุโรป
ค. โอลดูเวย์
7.ข้อใดเป็นศิลปะถ่ำซึ่งพบโดยบังเอิญจากการเล่นซุกซนของเด้กสองคนเมื่อ ค.ศ.1940
ข. ลาสโคซ์
8.ภาพเขียนสีในถ้ำอะไรมักถูกยกเป็นตัวอย่างของจิตรกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์เสมอ
ก. อัลตามีรา

9.ข้อใดไม่ถูกต้อง
ง. งานประติมากรรมรูปคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มักมีขนาดใหญ่
10.Menhir or Standing Stone เป็นอนุสาวรีย์หินแบบใด
ข. หินตั้งเดี่ยว

******************************************************************

แบบฝึกหัดบทที่ 2

1.พื้นฐานดั้งเดิมก่อนเกิดอารยธรรมตะวันตกก่อตัวขึ้นเมื่อใด
ก. ประมาณ 4,000 BC.

2.ภูมิภาคแถบเอเชียไมเนอร์เป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมโบราณในข้อใด
ก. เมโสโปเตเมีย

3.แม่น้ำไทกริส – ยูเฟรตีส พัดดินตะกอนมาท่วมสองฝั่งภาคใต้ของดินแดนเมโสโปเตเมียในฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือน …. ทำให้ภาคใต้เป็นดินแดนที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลอุดมด้วยปุ๋ยธรรมชาติเหมาะต่อการเพาะปลูกพืชพรรรธัญญาหารต่างๆข้อใดถูกต้อง
ข. มีนาคม – พฤษภาคม

4.พื้นที่ภาคเหนือของดินแดนเมโสโปเตเมียมีฝนตกชุกเมื่อใด
ค. ฤดูหนาว

5.ข้อใดเป็นชนชาติเก่าแก่ที่ริเริ่มสร้างสรรค์อารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นมา
ก. ชาวสุเมอเรียน

6.ข้อใดเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวเมโสโปเตเมียมองโลกในแง่ร้ายและไม่เห็นคุณค่าของชีวิต
ก. สภาพภูมิอากาศแบบกึ่งทะเลทรายแปรปรวน

7.ชาวสุเมอเรียนไม่นิยมสร้างพระราชวังขนาดใหญ่ แต่นิยมสร้างซิกเกอแรท (Ziggurats)ศาสนสถานขนาดใหญ่กลางเมืองเป็นที่ประทับของเทพเจ้า ลักษณะคล้ายภูเขาห้อมล้อมด้วยกำแพงเมืองและบ้านเรือนประชาชนสร้างจากวัสดุประเภทใด
ก. อิฐตากแห้ง
8.ข้อใดเป็นการปกครองในระยะแรก ของอาณาจักรสุเมอเรียน
ง. สภาของผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะ

9.ข้อใดเป็นอักษรที่เกิดจากการใช้ไม้เขียนลงบนแผ่นดินเหนียวแล้วผึ่ง หรืออบให้แห้ง
ก.คูนิฟอร์ม
10.ข้อใดเป็นชื่อของผู้ก่อตั้งอาณาจักรบาบิโลเนีย
ก. ฮัมมูราบี
11.“ พวก Canaanites ” เป็นคำเรียกชนชาติในข้อใด
ก. ชาวฟีนิเชียน
12.หลังจากถูกรุกรานโดยชาวยิวและชาวฟิลิสไตน์เมื่อประมาณ 1,300 – 1,000 BC. ดินแดนของชาวคะนาอันไนต์จึงเหลือเพียง “ ฟีนีเซีย ” ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งแคบๆของทะเลอะไร
ก. ทะเลเมดิเตอเรเนียน
13.ในปี 750 BC. ชนชาติใดได้เข้ามายึดครองดินแดนของชาวฟีนิเชียนจนเกือบหมด เหลือเพียงอาณานิคมที่เมืองคาร์เธจเท่านั้น
ก. ชาวแอสซิเรียน

14.ข้อใดเป็นต้นตระกูลของอักษรที่ชาวยุโรปใช้อยู่ในปัจจุบัน
ค. อักษรฟีนิเชียน

15.ชาวฮิบรูเป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทะลทรายเมื่อ 1,400 BC. มี Moses เป็นผู้นำสำคัญในการปลดแอกจากการเป็นทาสของชนชาติใด
ข. อียิปต์

16.ข้อใดเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรอิสราเอลเมื่อประมาณ 1,013 – 973 BC.
ก. พระเจ้าเดวิด

17.อาณาจักรอิสราเอลถูกทำลายโดยชนชาติใด
ง. ชาวแอสซิเรียน

18.เหตุการณ์ที่เรียกว่า The Babylonian Captivity เกี่ยวกับชนชาติใด
ข.ชาวฮิบรู

19.ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับศาสนายูดาย
ข. นับถือพระยะโฮวา

20.ผู้สถาปนาอาณาจักรเปอร์เซียเมื่อปี 549 BC. คือใคร
ง. พระเจ้าไซรัส
****************************************************************
แบบฝึกหัดบทที่ 3

1.มหากาพย์อีเลียดและโอเดสซีเป็นของอารยธรรมกรีกยุคใด
ก. ยุคมืด

2.วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานรูปเคารพของเทพองค์ใด
ข. อะเธนา

3.หัวเสาทำเป็นรูปใบไม้ตรงกับข้อใด
ค. หัวเสาแบบโครินเธียน
4.ความนิยามในการสร้างประติมากรรมหญิงเปลือยแทนรูปชายเปลือยเกิดขึ้นยุคใด
ง. ยุคเฮเลนิสติก

5.จิตรกรรมกรีกสมัยแรกมักทำ Back ground เป็นสีอะไร
ข. สีแดง

6.ลักษณะของงานจิตรกรรมที่นิยมวาดสีตัดกับพื้นในฉาก แล้วพัฒนาเป็นรูปเครือเถา และรูปเล่าเรื่องในนิทานปรัมปรา (Methology) และมหากาพย์ของโฮเมอร์อย่างกลมกลืนงดงามเกิดขึ้นในยุคใด
ค. ยุคคลาสสิค

7.การแสดงละครแพร่หลายมากในยุคใด
ค. ยุคคลาสสิค

8.ข้อใดถูกต้องเมื่อกล่าวถึงละครแบบโศกนาฎกรรม (Tragedy) และสุขนาฎกรรม (Comedy)
ก. ตัวละครชายทั้งหมด


9.นักปรัชญากรีกที่ก่อตั้งสำนักอะคาเดมีขึ้นที่เอเธนส์คือใคร
ข. เพลโต

10.นักปรัชญาที่เชื่อว่า ปัญญานำมาซึ่งความรู้ และความรู้นำมาซึ่งความสุขสบาย ถ้าปราศจากความสุขสบายมนุษย์จะไม่เกิดปัญญา คือใคร
ค. อริสโตเติล

11.เทพองค์ใดมิใช่พี่น้องของมหาเทพซูส
ข. ฮาเดส

12.อาวุธของมหาเทพซูสคืออะไร
ค. สายฟ้า

13.เทพที่มักปรากฎกายในลักษณะสวมหมวกขอบกว้างสวมรองเท้ามีปีกถือคทาที่มีงูพันคือใคร
ค. เฮอร์มีส

14.เทพีแห่งการครองเรือนและเทพแห่งครอบครัวคือใคร
ค. เฮสเทีย

15.เทพีแห่งสงคราม ความฉลาดเฉลียว และศิลปศาสตร์
ข. อะธีน่า

16.เป็นฉนวนเหตุของสงครามกรุงทรอยคือใคร
ข. เฮเลน
*****************************************************************
แบบฝึกหัดบทที่ 4


1.การปกครองในข้อใดทำให้เกิดจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire)
ค. การปกครองแบบ Tretarchy

2.หลังจากเกิดจักรวรรดิไบแซนไทน์ ข้อใดเป็นรูปแบบการปกครองของจักรวรรดิดังกล่าว
ก. การปกครองแบบ Autocrat

3.“ โรมใหม่ ” หมายถึงข้อใด
ค. คอนสแตนติโนเปิล

4.ข้อใดไม่ใช่พื้นที่ของอาณาจักรโรมันตะวันออกในคริสต์ศตวรรษที่ 7
ค. คาบสมุทรไอบีเรีย

5.ข้อใดเป็นการปกครองที่จักรพรรดิทรงมีอำนาจสูงสุดทั้งทางจักรวรรดิและทางศาสนา
ก. การปกครองแบบ Autocrat

6.จักรวรรดิโรมันตะวันออกใช้ภาษาอะไรในการสื่อสารอย่างเป็นทางการ
ก. กรีก

7.คริสต์ศาสนาแบบ Christian Hellenism มีศูนย์กลางที่ใด
ง.กรุงคอนสแตนติโนเปิล

8.ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพร่หลายของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์
ง. ยุโรปตะวันตก

9.ข้อใดไม่ใช่เมืองสำคัญทางศาสนาคริสต์ที่จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงจัดไว้เมื่อ ค.ศ. 325
ก. เอเธนส์

10.ข้อใดไม่ถูกต้อง
ง. Novels คือ นิยายเรื่องยาว
****************************************************************



แบบฝึกหัดบทที่ 5


1.ยุคกลางหมายถึงยุคซึ่งอยู่ระหว่าง
ตอบ ความเจริญโลกคลาสสิกกับยุโรปใหม่

2.ศิลปในยุคกลางตอนต้นเรียกว่า
ตอบ ยุคแห่งความสำเร็จพวกนอร์ธแมน
3.ยุคกลางตอนปลายเป็นยุคเสื่อมของ
ตอบ สถาบันศาสนาและศักดินา

4.ระบอบศักดินาหมายถึง
ตอบ ระบอบการปกครองทางสังคมที่เน้นกรรมสิทธิ์ที่ดิน
5.ยุคกลางสิ้นสุดลงเมื่อใด…..ค้นพบทวีปอเมริกา
ตอบ คริสโตเฟอร์ โคลัมปัส

6.Benefice ในสมัยกลาง หมายถึง
ตอบ จารีตการยกที่ดินของวัดให้เอกชนเช่า

7.Lord หมายถึง
ตอบ ขุนนางชั้นสูงซึ่งได้รับพระราชทานกรรมสิทธิ์ที่ดิน

8.พวก Crofter and Cotters ในสมัยกลางหมายถึง
ตอบ คนที่มีสถานภาพทางสังคมต่ำกว่าทาสติดที่ดินเพราะไม่มีที่ดินทำกิน

9.อำนาจของชนเผ่าเยอรมันมาจาก
ตอบ การใช้คมหอกสั้นปลายแคบและเครื่องมือเหล็ก

10.ชาวคริสต์เชื่อว่ากรุงโรมเป็นสถานที่ศักสิทธิ์เพราะ
ตอบ เป็นที่ฝังร่างของนักบุญ ชื่อ ปีเตอร์ซึ่งเป็นประมุของค์แรก

11.วิหารพระเจ้าชาเลอมาล ตั้งอยู่ที่ใด
ตอบ เมืองอาเคน

12.โบสถ์ All Saint Church ที่นอร์แธมตันไชร์ ประเทศอังกฤษ เป็นโบสถ์แบบ
ตอบ แองโกล-แซกซอน

13.สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์มีลักษณะเด่นคือ
ตอบ อาคารมีประตูหน้าต่างโค้งกลม กำแพงหนา หน้าต่างบานเล็กและเรียวยาว

14.มหาวิหารดูแรห์ม มีลักษณะเด่นคือ
ตอบ การทำซุ้มโค้งแบบไขว้
15.จุดเด่นของสถาปัตยกรรมกอธิคคือ
ตอบ การใช้เสาค้ำยันจากภายนอกและใช้เสาหินรองรับน้ำหนักของหลังคา
16.ใครเป็นผู้เขียนวรรณกรรมเรื่อง The City of god
ตอบ นักบุญ Augustin
17.มหากาพย์เรื่อง Chanson de Roland สะท้อนให้เห็นคุณธรรมด้านใด
ตอบ เห็นความกล้าหาร อุดมการณ์ จริยธรรม เสียสละและศรัทธาในศาสนาคริสต์

18.นิยายเพ้อฝันสมัยกลางเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
ตอบ ความรักของหนุ่มสาว

19.The idea of Chivalry หมายถึง
ตอบ การแสวงหาความรักเทิดทูนบูชาต่อสตรีสูงศักดิ์

20.Canterberry Tales คือ
ตอบ นิยายเสียดสีสัง คมของ Chance
****************************************************************
แบบฝึกหัดบทที่ 6

ตอนที่ 1 จงทำเครื่องหมายถูกหน้าข้อที่ถูกและทำเครื่องหมายผิดหน้าข้อที่ผิด


1.ศูนย์ของศิลปเรอแนสซองส์สมัยแรก(Early Renaissance)เกิดที่กรุงโรม
ถูก
2.พ่อค้าสมัยเรอแนสซองส์พยายามเลียนแบบชีวิตความเป็นอยู่ของขุนนางสมัยกลางเช่น การอุปถัมป์การศร้างงานของศิลปิน
ผิด
3.ศิลปสมัยเรอแนสซองส์นิยมความงามตามแบบอย่างจารีตสมัยกลาง
ผิด
4.นักปรัชญามนุษยนิยมสนใจเรื่องราวและหลักทำทางศาสนา
ถูก
5.ตระกูลเมดีซี Medici เป็นผู้อุปถัมป์ศิลปินที่เมืองฟลอเรนซ์
ถูก

ตอนที่ 2 จงจับคู่ให้ถูกต้อง

1.การซื้อขายตำแหน่งศาสนาและใบไถ่บาป
2.ลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากแบบแผนดั้งเดิม
3.จิตรกรรมที่ชื่อ Calling of Mathew
4.ริเริ่มจัดภาพแบบกระจายซ่อนภาพรางๆไว้นความมืดให้แสงจ้าเป็นจุดๆ
5.ทำท่าโลดโผนคล้ายแสดงละคร แต่งกายหรูหราทำผ้าเป็นจีบมุมเกินจริง
6.ประติมากรรมเดวิด
7.มีโครงสร้างละเอียดซับซ้อนแลดูพร่างพรายจากการเน้นแสงสว่างในอาคารเป็นจุดๆ
8.มีโครงสร้างเป็นเส้นโค้งอ่อนหวานเน้นรายละเอียดที่เป็นวิจิตรพิศดาร
9.เน้นให้เกิดความเคลิบเคลิ้มในบรรยากาศมากกว่า
10. จิตรกรรมชื่อ การนัดพบของคู่รัก
****************************************************************
แบบฝึกหัดบทที่ 7


1.ศิลปะลัทธินีโอคลาสสิค หมายถึงอะไร
ตอบ
รูปแบบศิลปะที่หวนไปนำปรัชญาและหลักสุนทรียภาพทางศิลปะ แบบคลาสสิกของกรีกโบราณมาสรรค์สร้างขึ้นใหม่ในยุโรป

2.ความตื่นเต้นจาการขุดพบเมืองอะไรในสมัยโรมันซึ่งผลักดันให้เกิดศิลปะนี่โอคลาสสิค
ตอบ เมืองเฮอร์คูลาเนียมและเมืองปอมเปอี

3.ศิลปินที่กล่าวว่าศิลป คือ ดวงประทีปของเหตุผล ซึ่งต่อมากลายเป้นความเชื่อของศิลป
ตอบ ศิลปะนีโอ-คลาสสิก

4.ศิลปลัทธินีโอ-คลาสสิค มีแนวทางการสะท้อนผลงานทางศิลปะอย่างไร
ตอบ ต้องแสดงความถูกต้องตามหลักกายวิภาคศาสตร์ การวางท่าทางที่สง่างามตามแบบอย่างของศิลปะกรีก-โรมันโดยเน้นความถูกต้องตามหลักความเป็นจริง

5.ผลงานของดาวิดชื่อ คำสาบานของพวกฮอราติไอ ต้องการสะท้อนแนวคิดอะไรแก่ผู้ชม
ตอบ แนวคิดเกี่ยวกับการรักชาติของนักรบโรมัน 3 คน ที่รับดาบจากบิดาไปสู่ศรัตรู

6.ภาพเขียนชื่อ โรงพยาบาลโรคระบาดที่เจฟฟา เป็นผลงานของใคร
ตอบ ดาวิด

7.ขณะที่ศิลปลัทธินีโอ-คลาสสิค คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักการและกฏเกณฑ์ทางศิลปะ แต่ลัทธิโรแมนติกกลับยึดถือและให้ความสำคัญต่อสิ่งใด
ตอบ อารมณ์และจิตใจของศิลปินมากกว่าเหตุผล

8.ภาพ แพเมดูซา The Raft of the Medusa เป็นผลงานของใคร
ตอบ เจอริโคลต์

9.ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเดอลาครัวเป็นอย่างยิ่งชื่อว่าอะไร
ตอบ ภาพเขียนสีน้ำมันขนาดใหญ่ ชื่อ เสรีภาพนำหน้าประชาชน

10.แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานในศิลปะลัทธิสัจจะนิยมเน้นเรื่องใดเป็นสำคัญ
ตอบ เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของมนุษย์

11.ศิลปะลัทธิเอมเพลสชั่นนิสม์ปรากฎอย่างเป็นทางการเมื่อใดและสร้างผลอย่างไร
ตอบ ค.ศ. 1874 สร้างความตื่นตระหนกและถูกประณามจากนักวิจารณ์ศิลปะแนวอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง

12.ศิลปินที่ได้รับว่าเป็นผู้นำของกลุ่มลัทธิอิมเพลสชั่นนิสม์ คือใคร
ตอบ อีดูวาร์ด มาเนต์

13.อิมเพลสชั่นนิสม์เป็นจุดเริ่มต้นของสิลปสมัยใหม่ เพราะเปลี่ยนจาการเทคนิคการสร้างงานด้วยเกลี่ยสีมาเป็นเทคนิคอย่างไร
ตอบ เป็นแบบป้ายสีเพื่อให้สีผสมผสานกันในสายตาผู้ดู สนใจมิติทางสุนทรียศาสตร์

14.ศิลปินลิทธิอิมเพลสชั่นนิสม์ที่มีความสูงในการเสียงภาพคนและแง่มุมและทัศนียวิทยาชองสถาปัตยกรรมและทิวทัศน์ โดยใช้สีได้อย่างสดใส มีบรรยายกาศใสสะอาดราวกับสิ่งต่างๆเป็นของเหลว คือ ใคร
ตอบ ปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์

15.ศิลปะลัทธิโพสท์-อิมเพลสชั่นนิสม์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ มีอะไรบ้าง
ตอบ1 กลุ่มที่เน้นการแสดงออกด้านอารมณ์
2 กลุ่มที่เน้นความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางศิลปะ

16.ผู้สนับสนุนศิลปินกลุ่มโพสท์-อิมเพลสชั่นนิสม์คือใคร
ตอบ โรเจอร์ ฟราย กับ คลีฟ เบลล์

17.ความเชื่อในการสร้างสรรค์งานของพอล เซซานน์ เป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ การประสานสัมพันธ์ของสีมีมากเท่าไร ความกลมกลืนกันก็มีมากเท่านั้น

18.แวนโก๊ะมีพัฒนาในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร
ตอบ ระยะแรกสะท้อนภาพชีวิตที่หม่นหมองและแสดงออกแบบลัทธิเรียลิสม์ ตอนหลังใช้แปรงแต้มสีหนาเป็นริ้วรอยแปรงที่แสดงออกึงความรุนแรงของอารมณ์อย่างที่สุด

19.ผลงานที่ได้รับยกย่องของแวนโก๊ะมี 3 ภาพ คือ
ตอบ คนกินมัน ดอกทานตะวัน ราตรีประดับดาว

20. เมื่อกล่าวถึงจิตรกรคนสำคัญที่สร้างสรรค์ผลงานอย่างไม่มีทฤษฎี ไม่มีการบันทึกถึงความสามารถในด้านบุกเบิกสุนทรีภาพใหม่โดยงานที่เขาสร้างขึ้นนั้นเปรียบเสมือนการ บันทึก สิ่งที่เขาเห็นและเข้าใจโดยปราศจากความคิดเห็น ไม่มีความสงสาร ไม่มีอารมณ์รู้สึกไม่มีการกล่าวหาและไม่มีการส่อเสียดใดๆ หมายถึงศิลปืนคนใด
ตอบ ทรูลูส โรเทรค

*****************************************************************

แบบฝึกหัดบทที่ 8


1.ศิลปะลัทธิโฟวิสม์ มีความเป็นมาอย่างไร
ตอบ Fauvism มาจากภาษาฝรั่งเศส Les Fauves แปลว่า สัตว์ป่า จึงหมายถึง ลัทธิสัตว์ป่า อันเป็นคำเปรียบเปรยรูปแบบศิลปะเมื่อเปรียบเทียบผลงานของศิลปินสมัยเรอแนสซองส์ที่งามตามหลักสุนทรียภาพเดิม

2.แนวทางการสร้างสรรค์งานของกลุ่มสะพานสะท้อนเรื่องราวอะไรบ้าง
ตอบ ความสับสน ความอัปลักษณ์ของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและศาสนา

3.แนวทางการสร้างผลงานของกลุ่มม้าสีน้ำเงินเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ แสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรงที่แฝงความสนุกสนานจากการใช้สี เส้น และการแสดงลีลาคล้ายเสียงดนตรีสลายตัว

4.ศินปินที่ได้ชื่อว่าเป็นลัทธิอิมเพลสชันนิสม์ คือใคร
ตอบ เอ็ดวาร์ด มูงค์

5.ศิลปะลัทธิคิวบิสม์ หรือ Cubism Art มีรากฐานอย่างไร
ตอบ มีรากฐานมาจากผลงานของเซซานน์

6.ศิลปะลัทธิคิวบิสม์ เชื่อในเรื่องใด
ตอบ การแสดงออกทางศิลปะนอกจากจะไม่ต้องแสดงเชิงการถ่ายทอดเชิงความเป็นจริงตามตาเห็นแล้วยังจะต้องกลั่นกรองรูปทรงด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์รูปทรงให้เหลือเพียงแก่นแท้ที่มั่นคงแข็งแรง

7.ภาพ เกอนีแค ค.ศ.1937 เป็นผลงานของศิลปินคนใด
ตอบ ปาเบล ปิคัสโซ

8.ผลงานศิลปที่ชื่อ บ้านที่เลสตัค ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงเบอร์น เป็นผลงานของศิลปินคนใด
ตอบ จอร์จ บราค

9.ผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาของศิลปนามธรรมคือใคร
ตอบ แคนดินสกี จิตรกรชาวรัสเซีย

10.จิตกรลัทธินามธรรม เอ็กเพรสชันนิสม์ ที่มีชื่อเสียงและโดดเด่น ได้รับฉายาว่าเป็นจิตรกรแบบ Action Painting คือใคร
ตอบ แจคสัน พอลลอค

11.ศิลปลัทธิดาดามีพัฒนาการความคิดเริ่มแรกมาอย่างไร
ตอบ เตือนให้มนุษย์ตระหนักถึงผลลัพธ์ของสงคราม

12.การสลายตัวของศิลปินลัทธิดาดาเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอบ การเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์โลกดีขึ้น และงานศิลปแนวลัทธิเซอร์-เรียลิสม์กำลังได้รับความนิยม ใน ค.ศ.1922

13.ศิลปลัทธิดาดาชื่อ น้ำพุ และภาพโมนาลิซามีหนวด เป็นผลงานของใคร
ตอบ มาร์เซิล ดูชัมป์

14.ศิลปินลัทธิเซอเรีย ลิสม์ที่ใช้ ทฤษฎีอันฉับพลันของความเข้าใจอันไร้เหตุผล อันมี
พื้นฐานมาจากการตความหมายเกี่ยวกับปรากฎการณ์ของจิตร อันแปรปรวนคือใคร
ตอบ ซันวาดอร์ ดาลี

15.ความหมายเชิงปรัชญาของ เซอร์ –เรียลิสม์ คืออะไร
ตอบ เชื่อในความจริงมากกว่ารูปแบบความสัมพันธ์บางอย่างที่ถูกละเลยมาก่อนหน้านี้

******************************************************************

แบบฝึกหัดบทที่ 9


1.ศิลปะป๊อปอาร์ต มีลักษณะอย่างไร
ตอบ เกี่ยวข้องกับบุคคลในสังคมปัจจุบัน ที่กำลังได้รับความสนใจหรือวิพากษ์วิจารณ์มิใช่เทพนิยาย ประวัติศาสตร์หรือศาสนา

2.ศินปินที่นำรูปร่างของอาหารซึ่งเป็นที่นิยมของสมัยนี้มาจำลองด้วยการใช้ผ้ายัดนุ่นคล้ายหมอนเพื่อสร้างความเร้าใจแก่ผู้พบเห็นคือใคร
ตอบ แคลส์ โอลเดนเบอร์ก

3.จิตรกรอเมริกันที่กล่าวถึงศิลปป๊อปอาร์ต ว่าในความคิดของฉันเป็นศิลปะที่ไร้ยางอายที่สุดแห่งวัฒนธรรมของพวกเขาคือใคร
ตอบ รอย ลิชแทนสเตน

4.ศิลปะป๊อปอาร์ต รูปแบบอย่างไร
ตอบ เป็นศิลปนามธรรมเน้นขอบเขตที่คมกริบ มีการจัดวางทิศทางและลีลาของเส้น รูปร่าง หรือจุดบนพื้นระนาบให้เกิดการลวงตา

5.Kinetic Art หมายถึงอะไร
ตอบ เป็นศัพท์ทางฟิสิกส์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในทางศิลปะกาโบ

6.ผลงานชื่อหน้าผาที่ถูกห่อ ในศิลปแบบ Conceptual Art สร้างสรรค์โดยศิลปินชื่ออะไร
ตอบ คริสโต

7.สร้างสรรค์ทางศิลปชื่อเขียนขดก้นหอย คือผลงานของใคร
ตอบ George Steinmetz

******************************************************************

แบบฝึกหัดบทที่ 10

1.พระสันตปาปาทรงนำดินแดนอิตาลีส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครอง ของอาณาจักรโรมันศักสิทธิ์ในสมัยใด
ตอบ สมัยยุคกลาง

2.Papal State เกิดขึ้นเมื่อใด
ตอบ ปลายศตวรรษที่ 15

3.ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างชาติอิตาลี ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19คือ
ตอบ พระเจ้าวิกเตอร์เอมมานูเอลแห่งซาร์ดีเนีย

4.ในอดีต สนามกีฬา Colosseum จุคนได้กี่คน
ตอบ 67000-80000 คน

5. จุดกำเนิดของเพลง ทรี คอย ออฟ เดอะ ฟาวน์เท่น ที่กรุงโรมคืออะไร
ตอบ น้ำพุเทรวี

6.มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นมหาวิหารที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกันเนื่องจากอะไร
ตอบ เชื่อกันว่าเปนสถานที่ฝังร่างของนักบุญปีเตอร์ หนึ่งในสาวก สิบสององค์ของพระเยซู

7.นักวิทยาศาสตร์ทางอิตาเลี่ยนซึ่งทดลองเรื่องความเร็วของวัตถุที่ตกลงมาจากที่สูง ณ หอ เอนปิซาคือใคร
ตอบ กาลิเลโอ

8.ชาวฝรั่งเศสมักเรียกแผ่นใหญ่ว่าหกเหลี่ยม เนื่องจากอะไร
ตอบ รูปทรงทางกายภาพของประเทศ

9.หอไอเฟล ตั้งอยู่ที่ใด
ตอบ ปารีส ฝรั่งเศส

10.พระราชวังแวร์ซายส์ ตั้งอยู่ในกรุงปารีสเป็นพระราชวังที่สวยงาม น่ามหัศจรรย์ยิ่งแห่งหนึ่งของโลกสร้างโดยใคร
ตอบ พระเจ้าหลุยส์ ที่ 14

11.ภาพเขียนโมนาลิซาองดาวินซี ปัจจุบันอยู่ที่ใด
ตอบ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์

12.สวิตเซอแลนกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในปี 1863 เมื่อใครจัดทัวร์ครั้งแรกจากอังกฤษ ไปยังสวิตเซอร์แลนด์
ตอบ โทมัสคุ๊ก

13.พวกที่ย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์สวิตเซอแลนเมื่อ10000 ปีก่อนคริสตศักราชคือคนกลุ่มใด
ตอบ กลุ่มนักล่าสัตว์และคนเร่ร่อน

14.ในยุคจักวรรดิ โรมันอันศักสิทธิ์ สนธิสัญญา Verdun ในปี 834 ทำให้พื้นที่ทางทิศตะวันตกของสวิตเซอแลนด์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ Lothair ที่ 1 ส่วนทางด้านตะวันออก อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์องค์ใด
ตอบ Louis the German

15.ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1และ2 สวิตเซอแลนด์ได้วางตัวเป็นกลางทางการทหารบทบาทสำคัญเพียงอย่างเดียวของประเทศสวิตเซอแลนด์ในสงครามโลกครั้งที่ 1 คืออะไร
ตอบ การส่งสภากาชาติเข้ามาช่วยเหลือ

16.ประเทศสวิตเซอแลนด์เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา เซ็งเก็นซึ่งมีใจความสำคัญว่าอย่างไร
ตอบ นักท่องเที่ยวที่มีใบอนุญาติเซงเก็นแบบมัลติเพิลของประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถเดินทางเข้าออกประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่ารวม 26 ประเทศ

17.อาหารขึ้นชื่อของซูริกคืออะไรบ้าง
ตอบ เกซเนตเซลเตส และราทส์เฮเลนโตฟ

18.ประสาทที่ปรากฎในการ์ตูนของวอล ดิสนีย์นำรูปแบบมาจากประเทศอะไรในสวิตเซอแลนด์
ตอบ ปราสาทตูน

19.เมืองต้นกำเนิดของชัส ยี่ห้อเอ็ม เมนทัลและชอคโกแลตทรงสามเหลี่ยมท็อปเบิลโรน คือเมืองใด
ตอบ เบิร์น

20.สัญลักษณ์ของเมืองเบิร์นคืออะไร
ตอบ หมี

21.ฃอนุเสารีย์สิงโตมีความสำคัญอย่างไร
ตอบ เป็นอนุเสารีย์ที่สร้างให้กับทหารที่เป็นองครักษ์ให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งเสียชีวิต 786 คนใ นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส

22.ฃ เมืองศูนย์กลางการจัดนิทรรศการหลัก อีกเมืองหนึ่งของประเทศสวิตเซอแลนด์ คือ
ตอบ ซูริค

23.พิพิธภัณฑ์ใดได้รับยกย่องว่าสวยงามเป็นอันดับสองของโลก และมีชื่อเสียงมากที่สุดของมาดริดและเป็นแหล่งสะสมภาพเขียนล้ำค่าแห่งหนึ่งของโลกคือ ที่ใด
ตอบ พิพิธภัณฑ์ปราโด

24.ปลาซ่า มายอร์ มีความสำคัญอย่างไร
ตอบ เคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ราชาภิเษก สนามสู้วัวกระทิง

25.ผลงานส่วนใหญ่ของ ปิกัสโซ ที่บาเซโลนาสเปน อุทิศให้แก่ใคร
ตอบ เพื่อนรักของเขา คือ ซาบาร์เตส

26.เทศกาลวิ่งวัวกระทิงของเมืองแปรมโปรนาในสเปนจัดขึ้นในวัน Siant Fermin Day
นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่ออะไร
ตอบ ชมการแสดงโชว์หวาดเสียวของวัวกระทิง

27.ข้าวหมกสเปนมีต้นกำเนิดจากที่ใด
ตอบ บาเลนเซีย

28.Sangria เครื่องดื่มยอดนิยมของชาวสเปน มีส่วนผสมของอะไรบ้าง
ตอบ ไวน์แดง บรั่นดี น้ำอัดลม และผลไม้

29.ชาวโครแอทอพยพมาจากทางเหนือของยุโรปช่วงศตวรรษที่6และอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักร
ตอบ ไบแทนไซต์

30.หลังสงครามโกลครั้งที่2 มีการตั้งสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียในปี 2488 ภายใต้การนำของจอมพลติโต ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ตอบ เซอร์เบีย โครเอเซีย สโลวีเนีย บอสเนีย เฮอร์เซโกวินา มอนเตเนโกร มาซิโดเนีย มณฑลโคโซโว และวอยโวดินา

31.ประเทศไทยได้รับการรับรองเอกราชของโครเอเชียเมื่อไร

ตอบ ค.ศ. 1990

32.ปัจจุบันมหาวิหาร เซน สตีเฟนที่มีเมืองซาเกรปมีลักษณะทางศิลปแบบใด
ตอบ แบบนีโอ กอธิค

33.มหาวิหารเซนต์เจมส์ที่เมืองไซเบนิค ซึ่งสร้างขึ้น 1431-1535 เป็นสถาปัตกรรมที่ผสมผสานอะไรบ้าง
ตอบ ดาลมาเซียท้องถิ่น ศิลปะทางเหนือของอิตาลีและศิลปะทัศคานี

34.ได้รับฉายา แคลิโฟเนีย แห่งเมืองโครเอเชียคือเมืองใด
ตอบ Trogir

35.ชื่อเดิมของประเทศตุรกีคืออะไร
ตอบ จักรวรรดิออตโตมัน

36.House of Verjin Mary บ้านของพระแม่มารีมีความสำคัญอย่างไร
ตอบ เป็นที่สุดท้ายที่พระแม่มารีอาศัยและสิ้นพระชนม์ที่นี่

37.เมืองเอฟฟิซุส สำคัญอย่างไรต่อจักรวรรดิโรมัน
ตอบ เคยเป็นที่พักอาศัยของชาวโยนกและเคยเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน

38.พระราชวังโดลมาบาชเช่ สร้างโดยใคร
ตอบ สุลต่านอับดุล เมอซิท

39. เหตุใดนาฬิกาทุกเรีอนของพระราชวังโดลมาบาชเช่จึงชี้ที่ 09.05 เป็นนิจนิรันดร์
ตอบ เพื่อเป็นการรำลึกของการจากไปเมื่อวันที่ 10 พ ย. 1938 ของอาคาล อาตาเติร์ก

40. อาหารประจำชาติตุรกีคืออะไร
ตอบ กะบับ

*****************************************************************



วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศิลปวัฒนธรรมไทยเพื่อการนำเที่ยว02


มหาวิหารบูร์โกส
(ภาษาสเปน: Catedral de Burgos)


อุทิศให้แก่พระแม่มารี ตั้งอยู่ที่เมืองบูร์โกส ประเทศสเปน สถาปัตยกรรมของมหาวิหารเป็นแบสถาปัตยกรรมกอธิคเป็นส่วนใหญ่ และมีชื่อเสียงว่าเป็นมหาวิหารขนาดใหญ่ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง


ประวัติ พระเจ้าเฟอร์นันโดที่ 3 แห่งคาสตีล และบาทหลวงเมารีซีโอ (Bishop Mauricio) เป็นผู้สั่งให้สร้างมหาวิหารบูร์โกส การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1221 บนมหาวิหารโรมาเนสก์เดิม โดยเริ่มจากด้านตะวันออกบริเวณ “chevet” (บริเวณที่มีคูหาสวดมนต์ต์ยื่นออกไปทางหลังวัด) หรือคูหาสวดมนต์ต์รอบจรมุข ใช้เวลา 9 ปีจึงสร้างส่วนนั้นเสร็จ แท่นบูชาเอกเริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1260 แต่ก็หยุดไป 200 ปี ก่อนที่จะสร้างต่อจนเสร็จเมื่อสร้างหอโคมเหนือจุดตัดเมื่อ ค.ศ. 1567 สถาปนิกผู้สร้างมหาวิหารนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นชาวฝรั่งเศส และในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นชาวเยอรมนี เมื่อบาทหลวงแห่งบูร์โกสเข้าร่วมประชุมสังคายนาคอนสแตนซ์ (Council of Constance) เมื่อปี ค.ศ. 1417 ท่านก็ได้นำสถาปนิกจอห์นแห่งโคโลญกลับมาสร้างหอและยอด "ฉลุหิน" จนเสร็จ
บาทหลวงคนที่สำคัญที่สุดของมหาวิหารบูร์โกสในคริสต์ศตวรรษที่ 15ที่เป็นทั้งผู้คงแก่เรียนและนักประวัติศาสตร์คือ อัลฟอนซุส อา ซังก์ตามาเรีย (Alphonsus a Sancta Maria) เมื่อ ค.ศ. 1919 มหาวิหารเป็นที่ฝังศพของโรดรีโก ดีอัซ เด บีบาร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "เอลซิด" ผู้เป็นขุนศึกชาวสเปนผู้เก่งกาจ และภรรยาคีเมนา (Doña Jimena) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1984 มหาวิหารบูร์โกสได้รับเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านสถาปัตยกรรม คริสต์



ศตวรรษที่ 15 ด้านตะวันตกหรือด้านหน้าของมหาวิหารเป็นแบบกอธิคแบบฝรั่งเศส ขนาบสองข้างด้วยหอสองหอบนฐานเป็นสี่เหลี่ยม ตอนบนของหอเป็นยอดแหลมแปดเหลี่ยมทำด้วยหินสลักลวดลายโปร่ง ด้านหน้าเป็นสามชั้นมีประตูสามประตูที่มีรูปสลักหินเหนือประตู เหนือระดับประตูขึ้นไปเป็นหน้าต่างกุหลาบ เหนือหน้าต่างกุหลาบมีระเบียงรูปสลักหินบนฐานภายในกรอบหน้าต่างโค้ง เหนือบริเวณนั้นขึ้นไปเป็นอักษรสลัก PULCHRA ES ET DECORA ("Beautiful art Thou, and graceful" -- พระเยซูผู้ทรงมีราศีและความสง่างาม) ตรงกลางเป็นรูปพระแม่มารี ยอดกลางสูง 80 เมตร ผังของมหาวิหารเป็นแบบกางเขน ทางเดินกลางยาว 106 เมตร ด้านในมีคูหาสวดมนต์ต์ 15 คูหาที่ทางเดินข้างและแขนกางเขน ระเบียงทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของมหาวิหาร และวังบาทหลวงทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ภายในมหาวิหารมีสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะซึ่งรวมทั้งแท่นบูชาทั้งเอกและรองหลายแท่น และอนุสรณ์สำหรับบุคคลสำคัญ ๆชาเปลคอนเดสเตเบิล (Condastable Chapel) เป็นชาเปลแปดเหลี่ยมแบบกอธิควิจิตร (Flamboyant Gothic) เต็มไปด้วยลวดลายสลักเสลาอย่างสวยงาม อัศวินและเทวดาและตราประจำตระกูลและเป็นที่ฝังศพของเปโดร เฟร์นันเดซที่ 3 แห่งเบลัสโก (Pedro Fernández III de Velasco) และครอบครัว ผู้เป็น Constable of Castile คนที่ 6 เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15


ที่ชอบเพราะ.....
มหาวิหารบูร์โกส เป็น สถาปัตกรรมที่เก่าแก่มีเอกลักษณ์เฉพาะในตัวเองมีการผสมผสานด้านจิตกรรมแบบกอธิคของฝรั่งเศส บนฐานยอดของวิหารเป็นหินสลักลวดลายโปร่งมีลักษณะ ที่แปลกตา มีลวดลายแกะสลักที่สวยงาม รวมถึงอนุสรณ์สำคัญของบุคคลสำคัญซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

395 ปี บันทึกของปินโต
หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย
395 Years Pinto’s Pérégrinação : an Account of Historiography or Adventurous Novel



ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า ( Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจน การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว ที่อินเดียใน ค.ศ.1538 ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จน อาณาจัรของชาวตาร์ตาร์ โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งแะถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา เมื่อเดินทางกลับไปโปรตุเกสในปี ค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ ใกล้เมืองอัลมาดาทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ "Peregrinacao" และถูกตีพิมพ์หฃังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1583


ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อน ค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมันสมเด็จพระไชยราชาธิราช หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบตันฉบับหลังสือเรื่อง"Peregrinacao" ให้แก่นักบวชแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่2แห่งสเปน ได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จเป็นรางวัลแทนบิดา งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรดเมื่อ ค.ศ.1614 และได้แปลเป็นภาษาต่างๆ งานเชียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนวะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฎในหนังสือ
บันทึกของปินโตเป็นอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เรื่องเราวในหนังสือสอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิจารณ์อย่างแรง

ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรอนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราช เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตก็ได้



บทวิจารณ์
ข้าพเจ้าความคิดเห็นว่า บันทึกของปิ่นโตนี้อาจไม่ใช่เรื่อง ลวงโลกถึงแม้ว่า บางตอน อาจจะดูไม่น่าเชื่อหรือเปรียบได้ว่าคนคนนึงจะสามารถเดินทางไปไหนต่อไหน ได้ไกลและสามารถทนต่อความยากลำบากอย่างไม่น่าเชื่อได้ขนาดนี้
จากบทสรุปที่ว่า


การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน แต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อย


แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาได้ กล่าวไว้ในบันทึกกับสิ่งที่เขาเคยได้ทำนั้น ได้รับการยอมรับจากนักประวัติศาสตร์ ในส่วนที่มีการล้อเลียนหรือเห็นว่าบันทึกของปิ่นโตนี้เป็นเพียงนิยายมาจากจินตนาการ
โดยที่กล่าวถึงความแม่นยำในศักรราชเพราะเขาได้เขียนจากความทรงจำไม่ได้เขียนในขณะนั้นเลย แต่มีบทความหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า อาจจะเกิดจากการแปล ที่ ผิดผลาดคลาดเคลื่อนทางความหมาย ในตอนที่ว่า

การกล่าวว่ากองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต “เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการ” ข้อเสนอของวูดอาจทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์เห็นคล้อยไปกับคอนเกรฟที่ระบุว่า ปินโตเป็นคนขี้ปด
แต่ก็มีบุคคลมาชี้แจงคือ ดร. เจากิง ดึ กัมปุชแย้งว่า ปินโตไม่เคยระบุคำว่า “แรด” ในงานเขียน คำศัพท์ที่เขาใช้ คือ คำว่า “bada หรือ abada”นั้น ในคริสต์ศตวรรษที่16 หมายถึง สัตว์ป่า หรือ สัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสัตว์ป่า


บันทึกของปิ่นโตมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะกล่าวหาว่าเป็นเรื่องลวงโลกเพราะทางประวัติศาสตร์ไทยก็ได้ใช้มาอ้างอิงในประวัติศาสตร์นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น


จึงแสดงให้เห็นว่า บันทึก ของปินโต มีความเป็นจริงมากกว่าในส่วนที่มองว่าอาจเป็นเรื่องลวงโลกอาจเป็นความคิดเห็นส่วนบุคลโดยรวมแล้ว บันทึก ของปินโต ถือได้ว่าเป็นแหล่งของมูลอย่างหนึ่งในการค้นคว้า เหตุการ์ณทาง ประวัติศาสตร์ และมีประโยชน์ในการศึกษาการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น
เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง นั้นคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดีของเข้าอีกด้วย