วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศิลปวัฒนธรรมไทยเพื่อการนำเที่ยว02


มหาวิหารบูร์โกส
(ภาษาสเปน: Catedral de Burgos)


อุทิศให้แก่พระแม่มารี ตั้งอยู่ที่เมืองบูร์โกส ประเทศสเปน สถาปัตยกรรมของมหาวิหารเป็นแบสถาปัตยกรรมกอธิคเป็นส่วนใหญ่ และมีชื่อเสียงว่าเป็นมหาวิหารขนาดใหญ่ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง


ประวัติ พระเจ้าเฟอร์นันโดที่ 3 แห่งคาสตีล และบาทหลวงเมารีซีโอ (Bishop Mauricio) เป็นผู้สั่งให้สร้างมหาวิหารบูร์โกส การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1221 บนมหาวิหารโรมาเนสก์เดิม โดยเริ่มจากด้านตะวันออกบริเวณ “chevet” (บริเวณที่มีคูหาสวดมนต์ต์ยื่นออกไปทางหลังวัด) หรือคูหาสวดมนต์ต์รอบจรมุข ใช้เวลา 9 ปีจึงสร้างส่วนนั้นเสร็จ แท่นบูชาเอกเริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1260 แต่ก็หยุดไป 200 ปี ก่อนที่จะสร้างต่อจนเสร็จเมื่อสร้างหอโคมเหนือจุดตัดเมื่อ ค.ศ. 1567 สถาปนิกผู้สร้างมหาวิหารนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นชาวฝรั่งเศส และในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นชาวเยอรมนี เมื่อบาทหลวงแห่งบูร์โกสเข้าร่วมประชุมสังคายนาคอนสแตนซ์ (Council of Constance) เมื่อปี ค.ศ. 1417 ท่านก็ได้นำสถาปนิกจอห์นแห่งโคโลญกลับมาสร้างหอและยอด "ฉลุหิน" จนเสร็จ
บาทหลวงคนที่สำคัญที่สุดของมหาวิหารบูร์โกสในคริสต์ศตวรรษที่ 15ที่เป็นทั้งผู้คงแก่เรียนและนักประวัติศาสตร์คือ อัลฟอนซุส อา ซังก์ตามาเรีย (Alphonsus a Sancta Maria) เมื่อ ค.ศ. 1919 มหาวิหารเป็นที่ฝังศพของโรดรีโก ดีอัซ เด บีบาร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "เอลซิด" ผู้เป็นขุนศึกชาวสเปนผู้เก่งกาจ และภรรยาคีเมนา (Doña Jimena) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1984 มหาวิหารบูร์โกสได้รับเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านสถาปัตยกรรม คริสต์



ศตวรรษที่ 15 ด้านตะวันตกหรือด้านหน้าของมหาวิหารเป็นแบบกอธิคแบบฝรั่งเศส ขนาบสองข้างด้วยหอสองหอบนฐานเป็นสี่เหลี่ยม ตอนบนของหอเป็นยอดแหลมแปดเหลี่ยมทำด้วยหินสลักลวดลายโปร่ง ด้านหน้าเป็นสามชั้นมีประตูสามประตูที่มีรูปสลักหินเหนือประตู เหนือระดับประตูขึ้นไปเป็นหน้าต่างกุหลาบ เหนือหน้าต่างกุหลาบมีระเบียงรูปสลักหินบนฐานภายในกรอบหน้าต่างโค้ง เหนือบริเวณนั้นขึ้นไปเป็นอักษรสลัก PULCHRA ES ET DECORA ("Beautiful art Thou, and graceful" -- พระเยซูผู้ทรงมีราศีและความสง่างาม) ตรงกลางเป็นรูปพระแม่มารี ยอดกลางสูง 80 เมตร ผังของมหาวิหารเป็นแบบกางเขน ทางเดินกลางยาว 106 เมตร ด้านในมีคูหาสวดมนต์ต์ 15 คูหาที่ทางเดินข้างและแขนกางเขน ระเบียงทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของมหาวิหาร และวังบาทหลวงทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ภายในมหาวิหารมีสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะซึ่งรวมทั้งแท่นบูชาทั้งเอกและรองหลายแท่น และอนุสรณ์สำหรับบุคคลสำคัญ ๆชาเปลคอนเดสเตเบิล (Condastable Chapel) เป็นชาเปลแปดเหลี่ยมแบบกอธิควิจิตร (Flamboyant Gothic) เต็มไปด้วยลวดลายสลักเสลาอย่างสวยงาม อัศวินและเทวดาและตราประจำตระกูลและเป็นที่ฝังศพของเปโดร เฟร์นันเดซที่ 3 แห่งเบลัสโก (Pedro Fernández III de Velasco) และครอบครัว ผู้เป็น Constable of Castile คนที่ 6 เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15


ที่ชอบเพราะ.....
มหาวิหารบูร์โกส เป็น สถาปัตกรรมที่เก่าแก่มีเอกลักษณ์เฉพาะในตัวเองมีการผสมผสานด้านจิตกรรมแบบกอธิคของฝรั่งเศส บนฐานยอดของวิหารเป็นหินสลักลวดลายโปร่งมีลักษณะ ที่แปลกตา มีลวดลายแกะสลักที่สวยงาม รวมถึงอนุสรณ์สำคัญของบุคคลสำคัญซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

395 ปี บันทึกของปินโต
หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย
395 Years Pinto’s Pérégrinação : an Account of Historiography or Adventurous Novel



ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า ( Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจน การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว ที่อินเดียใน ค.ศ.1538 ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จน อาณาจัรของชาวตาร์ตาร์ โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งแะถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา เมื่อเดินทางกลับไปโปรตุเกสในปี ค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ ใกล้เมืองอัลมาดาทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ "Peregrinacao" และถูกตีพิมพ์หฃังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1583


ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อน ค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมันสมเด็จพระไชยราชาธิราช หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบตันฉบับหลังสือเรื่อง"Peregrinacao" ให้แก่นักบวชแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่2แห่งสเปน ได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จเป็นรางวัลแทนบิดา งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรดเมื่อ ค.ศ.1614 และได้แปลเป็นภาษาต่างๆ งานเชียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนวะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฎในหนังสือ
บันทึกของปินโตเป็นอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เรื่องเราวในหนังสือสอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิจารณ์อย่างแรง

ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรอนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราช เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตก็ได้



บทวิจารณ์
ข้าพเจ้าความคิดเห็นว่า บันทึกของปิ่นโตนี้อาจไม่ใช่เรื่อง ลวงโลกถึงแม้ว่า บางตอน อาจจะดูไม่น่าเชื่อหรือเปรียบได้ว่าคนคนนึงจะสามารถเดินทางไปไหนต่อไหน ได้ไกลและสามารถทนต่อความยากลำบากอย่างไม่น่าเชื่อได้ขนาดนี้
จากบทสรุปที่ว่า


การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน แต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อย


แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาได้ กล่าวไว้ในบันทึกกับสิ่งที่เขาเคยได้ทำนั้น ได้รับการยอมรับจากนักประวัติศาสตร์ ในส่วนที่มีการล้อเลียนหรือเห็นว่าบันทึกของปิ่นโตนี้เป็นเพียงนิยายมาจากจินตนาการ
โดยที่กล่าวถึงความแม่นยำในศักรราชเพราะเขาได้เขียนจากความทรงจำไม่ได้เขียนในขณะนั้นเลย แต่มีบทความหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า อาจจะเกิดจากการแปล ที่ ผิดผลาดคลาดเคลื่อนทางความหมาย ในตอนที่ว่า

การกล่าวว่ากองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต “เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการ” ข้อเสนอของวูดอาจทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์เห็นคล้อยไปกับคอนเกรฟที่ระบุว่า ปินโตเป็นคนขี้ปด
แต่ก็มีบุคคลมาชี้แจงคือ ดร. เจากิง ดึ กัมปุชแย้งว่า ปินโตไม่เคยระบุคำว่า “แรด” ในงานเขียน คำศัพท์ที่เขาใช้ คือ คำว่า “bada หรือ abada”นั้น ในคริสต์ศตวรรษที่16 หมายถึง สัตว์ป่า หรือ สัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสัตว์ป่า


บันทึกของปิ่นโตมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะกล่าวหาว่าเป็นเรื่องลวงโลกเพราะทางประวัติศาสตร์ไทยก็ได้ใช้มาอ้างอิงในประวัติศาสตร์นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น


จึงแสดงให้เห็นว่า บันทึก ของปินโต มีความเป็นจริงมากกว่าในส่วนที่มองว่าอาจเป็นเรื่องลวงโลกอาจเป็นความคิดเห็นส่วนบุคลโดยรวมแล้ว บันทึก ของปินโต ถือได้ว่าเป็นแหล่งของมูลอย่างหนึ่งในการค้นคว้า เหตุการ์ณทาง ประวัติศาสตร์ และมีประโยชน์ในการศึกษาการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น
เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง นั้นคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดีของเข้าอีกด้วย